ผลกระทบในวิกฤตต้มยำกุ้งในประเทศไทย

การวิกฤตการณ์การล่มสะลายของการเงินในปี พ.ศ. 2540 นับว่าเป็นวิกฤตทางการเงินที่ได้รับผลกระทบอย่างมากในตอนนั้น สัดส่วนระหว่างหนี้ต่างประเทศกับ GDP เพิ่มสูงขึ้นพบว่าประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 100% เป็น 180% นับว่าเป็นช่วงวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆที่ได้รับผลกระทบอีกอย่างเช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในอาร์เจนตินา รวมถึงวิกฤตการเงินในรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2541 สำหรับผลกระทบในประเทศไทยนั้น ธุรกิจของภาคเอกชน, สถาบันการเงิน, ธนาคาร, หมู่บ้านจัดสรร ต่างทยอยกันปิดกิจการจำนวนมาก พนักงานถูกปลดจำนวนหลายพันคน บางคนมีหนี้สินมหาศาล วิกฤตดังกล่าวส่งกระทบเป็นวงกว้างมากจนเกิดการประท้วงอย่างหนักของประชาชนผู้ว่างงาน ทำให้พลเอกชวลิต ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามพยุงค่าเงินบาทไว้ โดยใช้เงินสำรองตราต่างประเทศจนหมดเพื่อนำมาใช้ความช่วยเหลือแก่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ด้วยเงินสูงถึง 600,000 ล้านบาท ด้วยวิกฤตการณ์นี้ทำให้สถานบันการเงินต้องกู้ไอเอ็มเอฟและเป็นหนี้สูงถึง 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ประชาชน แรงงาน ของไทยทั้งหมดหลายพันคน รวมถึงเจ้าของกิจการ ตกงานและเป็นหนี้จำนวนมาก เจ้าธุรกิจบางรายถึงขั้นปิดกิจการและขายกิจการ บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย อาคาร, สถานที่ต่างๆ ไม่สามารถสร้างจนเสร็จได้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุดคือ อาคารยูนิต สาธร ทาวเวอร์ ที่ถนนบางรัก สาธร คอนหรูใจกลางเมืองที่ตอนนี้สร้างไม่เสร็จและยังคงปิดร้างไว้จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งวิกฤตดังกล่าวทำให้เจ้าของกิจการตัดสินใจยกเลิกการลงทุนก่อสร้าง นับว่าเป็นวิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดในเกิดขึ้นในประเทศไทย